Powered By Blogger

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การใช้สื่อ PowerPoint ในการนำเสนอ

          Microsoft PowerPoint เป็นโปรแกรมที่ได้รับการยอมรับกันและใช้ประกอบในการนำเสนอทั่วไป ซึ่งสามารถการนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ทั้งเพิ่มช่องทางการรับรู้ด้วยภาพ ภาพเคลื่อนไหวและเสียง สร้างบรรยากาศการนำเสนอโดยการรับรู้จากประสาทสัมผัสมากขึ้น ในส่วนของผู้นำเสนอเอง PowerPoint ช่วยสื่อความเข้าใจในการถ่ายทอดเนื้อหาสาระ ช่วยเตรียมการนำเสนอไว้ล่วงหน้าลำดับการนำเสนอมีความชัดเจน ไม่วกไปวกมา ช่วยสรุปประเด็นสำคัญ ทำให้การนำเสนอมีมาตรฐานเดียวกันเกิดความเชื่อมั่นในการนำเสนออีกทั้งยังผลิตได้ง่าย แต่ปัญหาที่มักพบในการการใช้สื่อ PowerPoint ในการนำเสนอ คือ เราคิดว่าที่เราทำมาดีอยู่แล้วและเราไม่รู้ว่าไม่ดีอย่างไรดังนั้น PowerPoint ที่ดีควรเป็นอย่างไร
         ๑. สไลด์ไม่ควรมีจำนวนแผ่นข้อความต่อแผ่นศัพท์เทคนิคสัญลักษณ์พิเศษตัวแปรคณิตศาสตร์ที่ไม่มาตรฐานศัพท์ภาษาต่างประเทศศัพท์ราชบัณฑิตที่ไม่คอยนิยม มากเกินไป โดยมีเรื่องหลักเพียงเรื่องเดียวในสไลด์วางสไลด์ในแนวนอนเสมอมีความต่อเนื่องควรมี รูป กราฟ หลีกเลี่ยงการใช้ตารางอย่าใช้สไลด์จนถึงขอบอย่าใส่รูปฉากหลังที่เคลื่อนไหว และมีลวดลายมากควรทำให้อ่านง่ายไม่ต้องให้ศัพท์ทางการมากแต่ขอให้ถูกกาละเทศะไม่ต้องใส่ประโยคเต็มควรตัดคำออกให้มากที่สุดโดยไม่เสียเนื้อความคำศัพท์ที่เยิ่นเย้อทำให้การอ่านน่าเบื่อควรตรวจสอบตัวสะกดเป็นอย่างดีไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าหากผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนไทยการใช้ภาษาอังกฤษอย่างผิดๆจะทำให้ผู้ฟังที่เป็นเจ้าของภาษารำคาญ
          ๒. ภาพพื้นหลัง(Template) ควรหลีกเลี่ยง Template ทั่วไปที่ใครๆก็ใช้กัน เพราะ เกิดความน่าเบื่อ ไร้สีสัน  ไม่มีเอกลักษณ์ จงสร้างเอกลักษณ์ของเราเอง ถ้าทำ Template เองไม่ได้ อาจหาได้จาก  www.free-power-point-templates.com หรือเว็บไซต์ที่มีบริการ ควรใช้ชุดสีใช้ “ฟอนต์” และ “สี” ที่เหมาะสมตามที่ template ให้มา อย่าใช้หลายแบบเพราะจะทำให้ผู้ฟังไปสนใจเรื่องอื่น   เพราะเราต้องให้ผู้ฟังจดจ่อกับ “เรื่องที่นำเสนอ”ไม่ใช้ให้เขาจดจ่อต่อ “วิธีการนำเสนอ”
          ๓. ตัวอักษร (Font) แต่ละสไลด์ไม่ควรมีเนื้อหาเกิน ๖ บรรทัด แต่ละบรรทัดหากใช้เพียง ๕ คำได้ถือว่ายอดเยี่ยม หัวข้อใหญ่กำหนดขนาดตัวอักษรใหญ่กว่าหัวข้อย่อย อย่าใช้ Font หลายแบบ อย่างมาก ๒ font ต่อ slide ตัวหนังสือควรจะอ่านง่ายและชัดเจน ไม่บางเกินไปและภาษาไทยกับอังกฤษควรจะตัวเท่ากัน หาต้องการหลีกเลี่ยงความจำเจลองเปลี่ยน font ที่เคยใช้บ้าง แต่ทั้งนี้ขอแนะนำ ๔font มาตรฐานที่มักนิยมใช้ คือAngsana UPC,BrowalliaNew,ThSarabun New และ Cordia New ในการใช้อักษรภาษาอังกฤษควรหลีกเลี่ยงอักษรพิมพ์ใหญ่ เพราะอ่านยาก ควรใช้เฉพาะคำย่อ และไม่ควรใช้เน้นคำ ส่วนการใช้ตัวเอียงใช้สำหรับคำพูดที่อ้างจากผู้อื่น เน้นแนวคิดหรือคำสำคัญและใช้สำหรับชื่อเอกสารอ้างอิง
          ๔.Bulletsการทำ bullet ไม่จำเป็นต้องใส่ประโยคเต็มอย่างละเอียด ให้ใส่เฉพาะคำสั้นๆ กระชับใช้เป็นแนวบอกผู้ฟังว่าจะพูดอะไรเท่านั้นควรอยู่ภายในบรรทัดเดียวหรือสองบรรทัดอย่างมากในหนึ่งหน้า
ไม่ควรมีเกิน ๖ bulletsถ้ามีรูปหรือคำยาวๆ ก็ไม่ควรมีเกิน ๕bulletsขนาดของ bullet แรกไม่ควรเล็กกว่า ๒๘ ขนาดของ bullet ที่สองไม่ควรเล็กกว่า ๒๔ ไม่ควรใช้ bullet ขนาดเล็กกว่า ๑๖ ในทุกกรณี
           ๕. การใช้สีพื้นและสีตัวอักขระตัวหนังสือขาวบนพื้นดำจะไม่ดีสำหรับห้องขนาดผู้ฟังหลังห้องไกลกว่า ๒๐ฟุต ( ๖เมตร)อย่าใช้ฟอนต์สีเข้มบนพื้นเข้มอย่าใช้ฟอนต์สีอ่อนบนพื้นสีอ่อนอย่าใส่สีพื้นเข้มในห้องมืดแสงจากฉากหลังสีขาวมีพลังงานมากกว่าแสงจากตัวหนังสือสีขาวการใช้พื้นหลังเป็นสีเข้มช่วยลดแสงสว่างจากจอฉาย  ทำให้รู้สึกสบายตามากกว่าการใช้สีอ่อนเป็นพื้นหลัง  ช่วยลดความล้าของสายตา หากต้องเพ่งมองนาน ๆสำหรับการบรรยายทั่วไปที่ไม่ได้เปิดให้ผู้ชมจ้องนาน ๆ ก็สามารถเลือกใช้พื้นหลังสีอ่อนได้ ส่วนการใช้พื้นหลังเป็นสีเข้มหากเป็นสีโทนร้อนจะทำให้รู้สึกแสบตาเกิดความล้าของสายตาเมื่อต้องเพ่งมองนาน ๆ
            ๖. การเลือกใช้ Effect และ Transitionควรเลือกใช้พอเหมาะ ไม่ควรเลือกใช้เกิน ๓แบบในแต่ละสไลด์
    ๗. ภาพประกอบควรถามตัวเองว่า “ใส่แล้วดีขึ้นหรือไม่”มิฉะนั้น จะเป็นตัวดึงความสนใจออกไป
ควรจะต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เราพูดถึงเท่านั้น ไม่ใช่ใส่เพราะความสวยงามของภาพ ควรเลือกภาพที่มีความละเอียดใกล้เคียงหรือมากกว่าจอโปรเจ็คเตอร์( ขนาด ๖๐๐X๘๐๐) เนื่องจากภาพที่มีขนาดเล็กจะทำให้ภาพไม่ชัด ถ้าใส่ภาพเกือบเต็ม ก็ควรให้เต็มและข้อระวังคือ อย่ายึด-หดภาพ จนเสียขนาด รูปทรง(รูปบุคคล ต้องระวังมากพิเศษ) หากจำเป็นต้องใส่อักษร ควรให้มีพื้นหลังรองรับกรณีต้องใช้ Diagram ควรเป็นมาตรฐานจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้นDiagram ไม่มาตรฐานมักจะส่งผลถึงหายนะในการอธิบาย กรณี  Diagram มีรายละเอียดมากควรใช้ โปรแกรมช่วยซูม เช่น Zoom itหรือ ตัดแบ่ง Diagram เป็นหลายสไลด์ แต่ต้องมีภาพรวม.
 ในขั้นนำเสนอนั้น ควรระวัง ตั้งแต่การ copyใส่ thrum drive :ซึ่งอาจต้องสำรองฝากไว้ในระบบอินเตอร์เน็ต ตรวจสอบโปรแกรม ว่าPowerPoint บนเครื่องที่จะใช้ว่ามีเวอร์ชั่นกับของเราหรือไม่ดังนั้นในกรณีของเราเวอร์ชั่นสูงกว่า ควรบันทึกเป็นเวอร์ชั่นต่ำกว่าไว้อีกไฟล์เสมอ  กรณี font ที่เราใช้ มีในเครื่อง หรือไม่(กรณีนี้แก้ปัญหาโดยการฝัง font :ซึ่งมีในคำสั่งโปรแกรม เวอร์ชั่น ๒๐๐๗ ขึ้นไป)  ตรวจอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จัด Desktop เลือกภาพBackground ซึ่งควรมี ทิวทัศน์ ที่สบายตาหรือมีเส้นสายตาเป็นBackground (ไม่ควรเป็นภาพบุคคล) ปิดหรือตรวจสอบระบบPower Managementและ ภาพพักหน้าจอเพื่อป้องกันเครื่องปิด/พัก ขณะนำเสนอ เตรียมpointer ที่เหมาะสม(ไม้ชี้, laser) และไม่ควรแจกเอกสารที่พิมพ์จาก PowerPointในตอนท้ายสุด เนื่องจาก การแจกก่อนการนำเสนอจะทำให้ผู้รับการนำเสนอสนใจเอกสารไม่ให้ความสนใจผู้นำเสนอเท่าทีควร 
 พึงระลึกว่า PowerPoint คือ อุปกรณ์เสริมการนำเสนอไม่ใช่ ตัวหลักของการเสนอ  อย่าให้สไลด์กลายเป็นเอกสารวิชาการคิดว่าเราคือ อาร์ตไดเรคเตอร์ โดยคิดในมุมผู้รับการนำเสนออย่าอ่าน PowerPoint ถ้าอ่านผู้เข้ารับการนำเสนอมักคิดว่า ส่งให้เขาไปอ่านเอาเองดีกว่าเข้ารับการนำเสนอ และอย่าให้สไลด์โดดเด่นกว่าตัวผู้นำเสนอผู้เข้ารับการนำเสนอเข้ารับการนำเสนอจากผู้นำเสนอไม่ใช่ PowerPoint

ผู้บันทึกความรู้
นายนราธิป  สุวรรณวงศ์     นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ
สังกัด     ฝ่ายวิชาการ     ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี
ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/28-km-powerpoint

การดำเนินการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ

แนวทางในการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ กรมการพัฒนาชุมชน
.............................................................
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า ๓๐ปีเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทยเป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาทคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเองตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมีสติ ปัญญา และความเพียรซึ่งจะนำไปสู่ความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

กรอบแนวคิดการดำเนินงาน


เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ 
          การพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ  มีวัตถุประสงค์  เพื่อ ส่งเสริมการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนาหมู่บ้านให้มีระบบบริหารจัดการชุมชน โดยการจัดการพัฒนาหมู่บ้านให้มีวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานโดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาในการเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง  โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
๑. การคัดเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย 
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดหนองคาย พิจารณาดำเนินการในหมู่บ้านที่ผ่านการประเมินผลและจัดระดับหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตามเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย (๒๓ ตัวชี้วัด) ๓ ลักษณะ ดังนี้  หมู่บ้านระดับพออยู่ พอกิน  หมู่บ้านระดับอยู่ดีกินดี และหมู่บ้านระดับมั่งมี ศรีสุข  หมู่บ้านบ้านโนนหงส์ทอง เป็นหมู่บ้านในระดับพออยู่พอกิน  เป็นหมู่บ้านที่มีความพร้อม ในการพัฒนาเนื่องจากมีผู้นำที่เข้มแข็ง คนในหมู่บ้านมีความสามัคคีและมีความต้องการพัฒนาหมู่บ้านตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
๒. สร้างแกนนำในหมู่บ้าน 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้แกนนำหมู่บ้านมีความรู้ในหลักการและแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงวิธีการสร้างแกนนำโดยการสรรหาแกนนำที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภายในหมู่บ้าน และสร้างแกนนำโดยการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การชี้แนะ โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนเป็นที่ปรึกษาในด้านการบริหารจัดการ 
๓. คัดเลือกครอบครัวพัฒนาตัวอย่าง
          การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือครอบครัวพัฒนาตัวอย่าง จำนวน  ๓๐  ครัวเรือน   เป็นบทบาทหน้าที่ของแกนนำในหมู่บ้าน  โดยการจัดเวทีประชาคม คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกที่กำหนดขึ้นร่วมกันในเวทีประชาคม ดังนี้
๑)      ต้องเป็นครอบครัวที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในหมู่บ้าน
๒)      เป็นครอบครัวที่มีความพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆตามโครงการ
๓)      สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้
๔)      เป็นผู้ที่ขยันหมั่นเพียร เป็นตัวอย่างของคนในชุมชน
๕)      ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุข
๔. การประชุมเชิงปฏิบัติการครอบครัวพัฒนา ให้ความรู้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง
เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกณฑ์หมู่บ้านที่ยึดถือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรากฐานของชีวิต (เกณฑ์ ๖×๒)  เป็นแหล่งเรียนรู้และเกณฑ์การประเมินของกระทรวงมหาดไทย(๔ ด้าน ๒๓ ตัวชี้วัด) ตามลำดับระยะเวลาดำเนินการ ๑ วัน เพื่อสร้างการเรียนรู้ของประชาชน และเกิดการยอมรับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน
วิธีการดำเนินงาน  โดยการจัดเวทีประชาคมตัวแทนของครอบครัวพัฒนา จำนวน ๓๐ คน  ให้ความรู้ แนวคิด หลักปรัชญา โดยการบรรยาย  และแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมเวที เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้วิเคราะห์แนวทางและความเป็นไปได้ในการนำไปสู่การปฏิบัติจริง  เน้นย้ำให้ทุกครัวเรือนดำเนินการโดยยึดถือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรากฐานของชีวิต (เกณฑ์ ๖×๒)
การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นั้น ขั้นแรก ต้องยึดหลัก "พึ่งตนเอง"  คือพยายามพึ่งตนเองให้ได้ก่อน ในแต่ละครอบครัวมีการบริหารจัดการอย่างพอดีประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย   สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนต้องรู้จักตนเอง  เช่น  ข้อมูล รายรับ-รายจ่าย ในครอบครัวของตนเอง     สามารถรักษาระดับการใช้จ่ายของตน ไม่ให้เป็นหนี้และรู้จักดึงศักยภาพในตัวเองในเรื่องของปัจจัยสี่ให้ได้ในระดับหนึ่ง                ๕. ศึกษาดูงาน
          ศึกษาดูงานประสบการณ์การพัฒนาวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงจากแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ โดยมอบหมายให้ศึกษารายละเอียดด้านต่างๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆละ ๑๐ คน ดังนี้ การบริหารจัดการหมู่บ้าน การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน การดำเนินงานกลุ่ม องค์กร 
๖. กิจกรรมการเรียนรู้ตนเองและกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
          การเรียนรู้ตนเองและกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระยะเวลา ๑ วัน ด้วยการฝึกปฏิบัติการจัดทำแผนชีวิตของครัวเรือน และการจัดทำบัญชีครัวเรือนโดยมีวิธีการดำเนินกิจกรรมดังนี้
                   ๖.๑ การวิเคราะห์ตนเอง  โดยการวิเคราะห์สภาพทุนของครัวเรือน เช่น แรงงาน รายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน  วิเคราะห์สภาพการลงทุน  สภาพการประกอบอาชีพ  สภาวะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  การจัดทำบัญชีครัวเรือน  เพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายได้เรียนรู้ตนเอง และสภาพสังคมในปัจจุบัน
                   ๖.๒ จัดทำแผนชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง คือการวางแผนการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เหมาะสมมาใช้ในครัวเรือน โดยวางแผนชีวิตด้วยตนเอง ลงในสมุดบันทึกครอบครัวพัฒนา ในด้าน
                             ๑) การลดรายจ่าย
                             ๒) การเพิ่มรายได้
                             ๓) การประหยัด
                             ๔) การเรียนรู้
                             ๕) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                             ๖) การเอื้ออารี
๗. กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการชุมชน
           เพื่อเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการชุมชนและการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และการสร้างความสมานฉันท์สามัคคีของหมู่บ้านโดยยึดหลักการพึ่งตนเอง ในองค์ประกอบ 5 ด้าน  คือ ด้านเทคโนโลยี(T) ด้านเศรษฐกิจ(E) ด้านทรัพยากรธรรมชาติ (R)  ด้านจิตใจ (M) ด้านสังคมวัฒนธรรม(S) และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการชุมชนดำเนินการโดยการจัดเวทีเพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายมีส่วนร่วมการวางแผนบริหารจัดการชุนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงโดยพิจารณาจากการใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะต้องมีความพอดี ๕ ประการคือ
๗.๑ ความพอดีด้านจิตใจต้องเข้มแข็ง สามารถพึงตนเองได้มีจิตสำนึกที่ดีเอื้ออาทร
ประนีประนอมนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
๗.๒ ความพอดีด้านสังคมช่วยเหลือเกื้อกูลกันรู้รักสามัคคีสร้างความเข้มแข้งให้ครอบครัว
และชุมชน
๗.๓ ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรู้จักใช้และจัดการอย่างชาญฉลาด
และรอบคอบเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความยั่งยืนอย่างสูงสุด
๗.๔ ความพอดีด้านเทคโนโลยีรู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสอดคล้องต่อความต้องการและ
สภาพแวดล้อมพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเราเองก่อน
๗.๕ ความพอดีด้านเศรษฐกิจก่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มากเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย
ดำรงชีวิตอย่างพอควรพออยู่ พอกินสมควรตามอัตภาพ และฐานะของตน
๘. กิจกรรมสาธิตการดำรงชีวิตแบบพอเพียง
          กรมการพัฒนาชุมชนได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมสาธิตการดำรงชีวิตแบบพอเพียง  เน้นที่การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และพื้นฐานการประกอบอาชีพ ของคนในหมู่บ้าน  และพิจารณาโครงการที่จะสาธิตจากเวทีประชาคมของครัวเรือนเป้าหมาย ซึ่งเป็นความต้องการของชุมชนจริง
๙. กิจกรรมการจัดการความรู้วิธีการปฏิบัติการพัฒนาหมู่บ้าน
          เป็นการส่งเสริมหมู่บ้านเพื่อยกระดับการเรียนรู้  ให้มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพิ่มความสามารถของครอบครัวที่ดำเนินการให้สามารถถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ กำหนดเป็นจุดเรียนรู้ในหมู่บ้าน และทำให้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน เป็นกิจกรรมสุดท้ายในการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ   เพื่อจัดการความรู้ของผู้เข้าร่วมโครงการ  โดยการจัดเวทีประชาคม ระยะเวลา ๑ วัน  และค้นหาตัวแทนกลุ่ม ปราชญ์ชาวบ้าน ที่มีความรู้ความชำนาญเพื่อกำหนดเป็นจุดเรียนรู้ของหมู่บ้าน

ผู้บันทึกความรู้
นายสุรชาติ  ตันติปาลี    นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด   ฝ่ายวิชาการ   ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี
***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/26-km

การเป็นวิทยากรที่ดีต้องบริหารเวลา

๑) เกริ่นนำ
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข็มแข็งของชุมชน หลักสูตร ผู้นำการพัฒนา ซึ่งในหลักสูตรได้สอดแทรกวิชา การเสริมสร้างบุคลิกภาพผู้นำ และส่วนมากจะพบว่า ผู้ที่เป็นวิทยากร การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข็มแข็งของชุมชน มักจะเป็นคนพูด สรุปประเด็น แต่ว่า ยังพบจุดอ่อนเพียงน้อยนิดในเรื่องของการบริหารเวลากับเนื้อเรื่อง ซึ่งผมมองว่า มันเป็นการใช้เวลา อย่างสูญเปล่า ผมก็ได้มีโอกาสเป็นวิทยากร และก่อนที่จะทำหน้าที่เป็นวิทยากร หรือผู้ร่วมกิจกรรม ก็จะทำการศึกษาเนื้อหา วิชาที่จะทำการส่งเสริม โดยศึกษาวัตถุประสงค์ เป้าหมายของเนื้อหา จดบันทึกเรียงลำดับกิจกรรมในวิชานั้นๆ ทำความเข้าใจถึงวิธีการจัดกิจกรรม แบ่งหน้าที่ให้กับทีมงาน หรือคิดค้นหาวิธีการที่จะร่นเวลาในการทำกิจกรรมให้เสร็จสิ้นเร็วขึ้น การบริหารเวลานั้น มีอยู่หลายประการ ซึ่งเราสามารถจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น และกิจกรรมเหล่านั้นบรรลุเป้าหมายตามที่เรากำหนดเอาไว้
๒) ขุมความรู้
     บริหารเวลาอย่างไรที่จะทำให้การดำเนินกิจกรรมนั้นสำเร็จ
     ๒.๑ การกำหนดเป้าหมาย เป้าหมายของแต่ละกิจกรรมนั้นมีความแตกต่างกันไป แล้วแต่กิจกรรมที่จะทำการส่งเสริม หรือให้ความรู้ โดยให้ระมัดระวังการกำหนดเป้าหมาย ไม่ให้เป้าหมายคลุมเครือ เป้าหมายต้องมีความชัดเจน สามารถวัดผลได้
      ๒.๒ ศึกษาเครื่องมือในการที่จะจัดกิจกรรมอย่างละเอียด และเข้าใจในกระบวนการของกิจกรรมนั้นให้ชัดเจนเป็นขั้น เป็นตอน
      ๒.๓ การเตรียมเนื้อหา ความรู้ ต้องชัดเจน การใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ใช้เวลาที่เหมาะสมกับเนื้อหาของกิจกรรม รวมทั้งการสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อกิจกรรม
      ๒.๔ การสร้างจินตนาการให้เห็นภาพพจน์ ในบางกิจกรรมที่เข้าใจยาก ควรยกตัวอย่างประกอบให้เห็นเป็นรูปธรรม
      ๓.๕ การจดบันทึกกิจกรรม ควรแบ่งกิจกรรมนั้นออกเป็นลำดับก่อน-หลัง จัดเป็นหมวดหมู่ ซึ่งมีการจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมนั้นๆ ตามเป้าหมายของกิจกรรม และทำการวิเคราะห์กิจกรรมที่ทำ คือการหาสาเหตุของการบริหารเวลาของกิจกรรมที่ไม่ถูกต้อง แล้วทำการแก้ไขปัญหา และหาวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา โดยการฝึกฝนพฤติกรรม จนพฤติกรรมนั้นกลายเป็นนิสัยที่ถาวร
      ๓.๖ การสรุปให้กระชับจับใจ นำประเด็นสำคัญๆ ของกิจกรรมมาสรุป
๓) แก่นความรู้
         การเป็นวิทยากรต้องมีความรู้ ความเข้าใจถึง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ในวิชา หรือกิจกรรมที่จะทำการส่งเสริม หรือให้ความรู้ และถ้ามีการแบ่งกลุ่ม จะต้องมีทีมงาน และแบ่งหน้าที่ให้ทีมงาน ทำความเข้าใจกับทีมงาน ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บริหารเวลาของแต่ละทีมให้เท่ากัน ลำดับกิจกรรม ตามเวลาที่บันทึกเอาไว้

ผู้บันทึกความรู้  นายพยุงศักดิ์  ศรีระพรม  ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สถานที่ติดต่อ      ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี  ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี  โทร.0-๔๒๒๔-๗๗๘๕
***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/23-km

การจัดห้องสมุดส่งเสริมการเรียนรู้

           ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่การเป็น สถาบันชั้นนำในการฝึกอบรม โดยเน้นการพัฒนาด้านศักยภาพบุคลากร พัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัยได้มาตรฐาน พัฒนารูปแบบการให้บริการเพื่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการด้านการฝึกอบรม โดยมีการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่มีการบริหารจัดการอย่างสอดคล้องกับบริบท และสภาพพื้นที่
          ห้องสมุด เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ มีหนังสือ สื่อการเรียนรู้ต่างๆที่มีคุณภาพเอื้อต่อการศึกษาค้นคว้าและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามารับบริการส่งเสริมการเรียนรู้นำไปสู่การพัฒนาตนเอง และชุมชน
          คณะบุคลากร เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ได้ร่วมกันพัฒนาปรับปรุงห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ให้มีชีวิตชีวา มีการจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การอ่าน การค้นคว้ามีความสะดวกสบาย เข้าถึงบริการได้ง่ายโดยมีวิธีการและขั้นตอน ดังนี้
                   ๑. สำรวจหนังสือ สื่อต่างๆ รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ ที่มีอยู่เดิม ว่ามีจำนวนเท่าไร และมีประเภทใดบ้าง
       ๒. จัดแยกหมวดหมู่ของหนังสือ และสื่อ อ้างอิงตามหลักการจัดห้องสมุดแบบสากล ( ระบบทศนิยมดิวอี้ )
       ๓. จัดทำทะเบียนหนังสือ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ แยกตามหมวดหมู่ พร้อมทั้งใส่รหัสหมายเลข 
หนังสือ
       ๔. ติดสัญลักษณ์สติ๊กเกอร์แถบสีบริเวณสันหนังสือ โดยแยกสีตามหมวดหมู่หนังสือ เพื่อ 
ความสะดวกง่ายต่อการค้นหาและจัดเก็บเข้าชั้นหนังสือ
       ๕. ประทับตราลงทะเบียนใส่รหัสหนังสือบริเวณปกด้านในของหนังสือ โดยแยกตามหมวด
หมู่ที่ลงทะเบียนไว้
       ๖. จัดชั้นวางหนังสือเรียงตามรหัสหมวดหมู่ โดยเริ่มจาก
     -          รหัส ๐๐๐       หมวดเบ็ดเตล็ด
     -          รหัส ๑๐๐       หมวดปรัชญา
     -          รหัส ๒๐๐       หมวดศาสนา
     -          รหัส ๓๐๐       หมวดสังคมศาสตร์
     -          รหัส ๔๐๐       หมวดภาษาศาสตร์
     -          รหัส ๕๐๐       หมวดวิทยาศาสตร์
     -          รหัส ๖๐๐       หมวดวิทยาศาสตร์ประยุกต์
     -          รหัส ๗๐๐       หมวดศิลปะและนันทนาการ
     -          รหัส ๘๐๐       หมวดวรรณคดี
     -          รหัส ๙๐๐       หมวดภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์
๗. นอกจากนี้ยังได้จัดหมวดหมู่หนังสือที่เป็นหนังสือ เฉพาะเรื่อง เช่นหนังสือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ พระราชกรณียกิจฯ เอกสารงานพัฒนาชุมชน เอกสารแผ่นพับต่างๆ ฯลฯ ก็จัดแยกไว้ต่างหากเช่น
      -          รหัส ๐๑๐       หมวดเอกสารทางวิชาการ
      -          รหัส ๐๒๐       หมวดสุขภาพและอนามัย
      -          รหัส ๐๓๐       หมวดการพาณิชย์ / ธุรกิจ
      -          รหัส ๐๔๐       หมวด OTOP
      -          รหัส ๐๕๐       หมวดประเพณี วัฒนธรรม
      -          รหัส ๐๖๐       หมวดภูมิปัญญาท้องถิ่น
      -          รหัส ๐๗๐       หมวดการท่องเที่ยว
      -          รหัส ๐๘๐       หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศ
      -          รหัส ๐๙๐       หมวด สื่อ / วิดิทัศน์
๘. จัดมุมสำหรับแสดงนิทรรศการชุดสื่อการเรียนรู้จากของจริงสัมผัสได้  มุมอินเตอร์เน็ต มุมวารสาร มุม KM
๙. จัดมุมสำหรับหนังสือใหม่  /  หนังสือแนะนำเพื่อดึงดูดความสนใจแก่ผู้ใช้บริการ
๑๐. จัดบรรยากาศสถานที่สำหรับนั่งอ่านหนังสือ ให้สะดวกสบาย ผ่อนคลาย มีความยืดหยุ่น ตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการ
๑๑. จัดแสดงแผนผัง ของชั้นหมวดหมู่หนังสือ และกำหนดกฏระเบียบในการใช้ห้องสมุด
๑๒. ให้บริการยืม คืนหนังสือ แก่ สมาชิก และกลุ่มผู้ใช้บริการในการฝึกอบรม
เทคนิควิธีในการดำเนินงาน
๑. ประชุม ปรึกษาหารือระหว่างทีมงาน คณะบุคลากร และเจ้าหน้าที่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี เพื่อวางแผน และแบ่งงานกันทำ
๒. สืบค้นองค์ความรู้ในการจัดห้องสมุดแบบง่าย จากแหล่งความรู้ทั่วไป และทางอินเตอร์เน็ต
๓. สำหรับการจัดแยกหมวดหมู่หนังสือ สังเกตุจากปกหนังสือจะมีการระบุหมวดหมู่ไว้แล้ว หากหนังสือบางเล่มที่ไม่มีการระบุหมวดหมู่ไว้ ก็สังเกตุจากเนื้อหา ส่วนนำ ของหนังสือว่าควรอยู่ในหมวดหมู่ใด
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
                   การดำเนินงานด้านการให้บริการห้องสมุดของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ได้รับความร่วมมือ ร่วมใจ และความเสียสละ จากคณะบุคลากร เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานีทุกคนเป็นอย่างดียิ่ง จึงทำให้การจัดห้องสมุดส่งเสริมการเรียนรู้ เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมให้บริการแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมในศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานีต่อไป  
                   สำหรับการให้บริการห้องสมุด ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ปกติเปิดทำการสัปดาห์ละ ๓ วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐ น. แต่หากเป็นช่วงเวลาของการฝึกอบรม จะเปิดทำการทุกวัน เพื่อเป็นการให้บริการแก่ผู้เข้าอบรม
จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สังเกตุเห็นว่าผู้ที่เข้าใช้บริการห้องสมุดมีจำนวนน้อย เนื่องจากการประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง และขาดกิจกรรมในการส่งเสริมให้ใช้บริการห้องสมุดอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานบริการห้องสมุด บรรลุวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่การเป็นสถาบันชั้นนำในการฝึกอบรม ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี จึงควรกำหนดแผนงานในการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมส่งเสริมให้รักการอ่าน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้ห้องสมุดอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

ชื่อเจ้าของความรู้  นางสาวนภัทร  โชติเกษม  ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ
หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘-๗๔๒๒-๖๓๙๙ สถานที่ติดต่อ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี
***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/27-km

วิทิสาสมาธิกับการฝึกอบรม

แก้ไขปัญหาให้ผู้เข้าอบรมมีความพร้อมในการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิภาพ
............................................................................................
          การดำเนินการฝึกอบรมก็เป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งมุ่งก่อให้เกิด การเรียนรู้ ของบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และทัศนคติที่มีต่องานของบุคลากร ดังนั้น วิทยากร จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก วิทยากรต้องมีสามารถในการสื่อสาร โน้มน้าว กระตุ้น ให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการใช้เทคนิค วิธีการ เช่น เพลง เกม วีดิทัศน์ ฯลฯ
          ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๓ จนถึงปัจจุบัน( ปี ๒๕๕๘) ที่ได้เป็นวิทยากรให้กับบุคลลากรทั้งของกรม ฯ ผู้นำชุมชน กลุ่ม องค์กรอย่างมากมาย ร่วมทั้งได้มีโอกาสเป็นวิทยากรให้กับสถาบันพลังจิตตานุภาพ จะพบว่าผู้เข้าอบรมมีความหลากหลายทั้งทางด้านความคิด มีอคติที่ดี และไม่ดีต่อการเข้ารับการฝึกอบรม ดังนั้นการให้ผู้เข้าอบรมได้มีความพร้อมต่อการฝึกอบรม โดยเฉพาะต่อการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งการให้ทำสมาธิก่อนเข้าสู่เนื้อหา วิชาการ ครั้งละ ๕-๑๐ นาที หรือที่เรียกว่า วิทิสาสมาธิ ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้คลายกังวล และเป็นการเตรียมความพร้อมของสมองก่อนการอบรม ดังนี้  ๑. การสร้างบรรยากาศให้เงียบสงบ ไม่มีเสียงดัง เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากที่สุด
          ๒. ทุกคนสวดมนต์เพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่ง
          ๓. หลับตาโดยการกำหนดจิตไว้ที่ฐานจิต ซึ่งมีอยู่ ๕ ฐาน แล้วบริกรรม (เป็นการท่องคำที่กำหนดไว้ในใจ) คำว่า พุท-โธ ไปเรื่อย ๆ โดยให้จิตจดจ่ออยู่ที่คำบริกรรม จนครบตามที่วิทยากรกำหนด ควรจะอยู่ที่ ๕ ๑๐ นาที
          ๔. หลังจากนั้นให้ผู้เข้าอบรมได้แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งการแผ่เมตตา จะช่วยให้ผู้เข้าอบรมได้เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เกิดการยอมรับ ส่วนมากข้าพเจ้าก็จะต่อด้วยกิจกรรมให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน
          การที่จะให้ผู้เข้าอบรมได้ทำสมาธินี้ จะใช้อิริยาบถก็ได้ไม่ว่าจะเป็นการยืน นั่งเก้าอี้ หรือนั่งพื้น และที่สำคัญวิทยากรจะต้องมีความรู้ในเรื่องการทำสมาธิด้วย ที่จะให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ หรือตอบข้อสงสัยได้
          การทำสมาธิก่อนเข้าสู่เนื้อหาวิชาการ เป็นการเตรียมความพร้อม ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ทำให้การทำงานของสมองทั้งซีกซ้าย ขวา มีจิตจ่อต่อการเรียนรู้ ดังนั้นบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นวิทยากรสามารถนำไปใช้ หรือประยุกต์ใช้ได้

ผู้บันทึกความรู้
นายเชิดทวี สูงสุมาลย์   นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ
ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล   ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี
Mail : cherdtavee@hotmail.co.th 
***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/25-km

พิธีกรงานฝึกอบรม

       พิธีกรหรือ MC มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Master of Ceremony ในความหมายของพิธีกร  หมายถึง ผู้ดำเนินรายการในงานพิธีการต่างๆ คือ พิธีกรจะกระทำหน้าที่ ที่เป็นเจ้าของเวทีและทำหน้าที่กำกับรายการ อีกความหมายหนึ่งของพิธีกรว่าพิธีกร (Master of Ceremony:MC) คือ ผู้ดำเนินการในพิธีต่างๆ เป็นบุคคลทำหน้าที่ กำกับ/นำ/อำนวยการ ให้กิจกรรม รายการ หรือพิธีการต่างๆ ดำเนินการไปให้แล้วเสร็จ เรียบร้อยตามวัตถุประสงค์ และกำหนดการที่วางไว้ให้สำเร็จได้อย่างราบรื่น” (สมชาติ กิจยรรยง, 2555 : 76)
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี เป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการฝึกอบรม ของกรมการพัฒนาชุมชน จึงมีบุคคลากรที่สามารถเป็นพิธีกร และมีประสบการณ์ การเป็นพิธีกรฝึกอบรมมาหลายโครงการ ตั้งแต่ปี พ.. 2553 จนถึงปัจจุบัน จึงถือเป็นผู้ที่มีความชำนาญ และเชี่ยวชาญในงานพิธีกรฝึกอบรมเป็นอย่างดี บุคคลผู้นั้น คือ นายนราธิป สุวรรณวงศ์ ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ สังกัด ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี
          ดังนั้น เพื่อเป็นการจัดการความรู้ (Knowledge Management) พิธีกรงานฝึกอบรม เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับผู้สนใจศึกษาและจะต้องรับหน้าที่พิธีกรในงานฝึกอบรม จึงได้จัดทำบันทึกองค์ความรู้ของนายนราธิป สุวรรณวงศ์ เพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้สนใจต่อไป
ขอบเขตของความรู้  “การเป็นพิธีกรงานฝึกอบรม
เป้าหมายของการจัดการความรู้
1. เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่จะต้องรับหน้าที่พิธีกรงานฝึกอบรม
2. เพื่อให้องค์กรและผู้สนใจสามารถนำความรู้นี้ไปใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนงานให้รวดเร็ว และเข้าใจง่ายมากที่สุด
เส้นทางสู่ความสำเร็จของพิธีกร
1. ข้อมูลที่พิธีการจะต้องเตรียมให้พร้อม ได้แก่
1.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ
1.2 กำหนดการ
1.3 พิธีการสำคัญและขั้นตอน โดยละเอียด
1.4 ชื่อประธานพิธีเปิด-ปิด
1.5 ชื่อวิทยากรและประวัติวิทยากร
1.6 การเข้าที่พัก
1.7 การรับประทานอาหาร
1.8 ข้อมูลการให้บริการเรื่องการรักษาพยายาล หากเกิดการเจ็บป่วย
1.9 ข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม
2. การซักซ้อมที่ดี โดยเฉพาะชื่อของประธานในพิธีเปิด-ปิด และต้องจดจำข้อมูลสำคัญให้ได้ เมื่อลดความประหม่า
3. การแต่งกาย เป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ในการเป็นพิธีกรงานฝึกอบรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากขณะที่พิธีกรยืนพูดอยู่หน้าเวทีนั้น จะเป็นที่จับจ้องของผู้เข้าอบรม ดังนั้น การแต่งกาย จึงมีความสำคัญมาเป็นอันดับแรกและจะต้องถูกกาลเทศะด้วย
4. มีท่าทางที่กระตือรือร้น โดยการแสดงคำพูดอย่างคล่องแคล่ว ไม่เฉื่อยชา ฟังน่าตื่นเต้น แต่ไม่ควรใช้ไม้ใช้มือมากเกินไป
5. การใช้ภาษา ควรใช้น้ำเสียงที่สุภาพ นุ่มนวนเป็นธรรมชาติ ไม่พูดเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป พูดสร้างความเป็นกันเองต่อผู้เข้าอบรมและสามารถโน้มน้าว ให้ผู้เข้าอบรมเกิดความอยากรู้และสนใจในโครงการ
6. ฝึกทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีความสำคัญไม่แพ้ข้ออื่นที่กล่าวมา เนื่องจากทักษะนี้จะเกิดขึ้นจากการสั่งสมประสบการณ์ ที่ฝั่งแน่นอยู่ในตัวบุคคล เกิดจากการต้องแก้ไขปัญหาบ่อย ๆ ทักษะนี้จึงจะเกิดขึ้นมาในตัวบุคคล ดังนั้นจึงต้องอาศัยระยะเวลาและการฝึกฝนด้วย
หลักการและทษฎีที่เกี่ยวข้อง
          นายนราธิป สุวรรณวงศ์ ได้ใช้หลัก 4 ฐานการเรียนรู้ เรื่อง การพูดในที่ชุมชน ได้แก่ น้ำเสียง สายตา ภาษา ท่าทางที่มีโอกาสได้ไปรับหลักสูตรจากกรมการพัฒนาชุมชน ที่จะนำความรู้มาถ่ายทอดแก่ผู้นำชุมชน จึงเป็นโอกาสที่จะได้นำความรู้นี้มาพัฒนาตนเอง
ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัญหา
ที่
ปัญหาอุปสรรค
วิธีการแก้ปัญหา
1.
พิธีเปิด ผู้เข้ารับการอบรมมาไม่ตรงเวลา ทำให้ที่นั่งสำหรับผู้เข้าอบรมว่าง ไม่เกิดความพร้อมเพรียง
จัดที่นั่งให้ดูเหมาะสมกับสถานที่ไม่ให้ที่นั่ง ว่างจนเกินไป
2.
ประธานในพิธีเปิดบรรยายเกินเวลา ทำให้กินเวลาของวิทยากรชั่วโมงถัดไป
ประสานปรับเปลี่ยนกำหนดการกับวิทยากร ที่มีผลกระทบ
3.
วิทยากรมาถึงสถานที่ฝึกอบรมเวลากระชั้นชิด มีโอกาสผิดพลาดในการแนะนำตัววิทยากรสูง
ใช้คำพูดดังนี้ เชิญวิทยากรที่จะมาให้ความรู้ใน วิชา…..” เรียนเชิญครับ (ไม่แนะนำชื่อ)
4.
ขาดทีมงานที่เป็นผู้ประสานงานต่าง ๆ เช่น รายชื่อแขกผู้มีเกียรติ รายชื่อวิทยากร และทีมวิทยากร เป็นต้น
อาศัยคำสั่งแบ่งงานของทีมฝึกอบรม ระบุตัวบุคคลที่จะต้องรับหน้าที่ชัดเจน
5.
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องการเร่งกระบวนการ กระทันหันประสานงานกับวิทยากรรายวิชาที่มีผลกระทบ



เทคนิคพิเศษ
          นายนราธิป สุวรรณวงศ์ ใช้เทคนิคที่จะทำให้การเป็นพิธีกรดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่สะดุด นั่นคือการจดและจำโดยจะทำการจดบันทึกข้อมูลสำคัญในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ จึงต้องมีกระดาษ และปากกาติดตัวตลอดเวลา และจดจำสาระสำคัญ ให้แม่นยำ เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาด
ข้อสรุป
          การที่จะก้าวไปสู่การเป็นพิธีกรงานฝึกอบรม ที่ประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องมีองค์ประกอบ         หลาย ๆ อย่างในตัวผู้รับหน้าที่พิธีกรเอง ผู้ถอดองค์ความรู้จึงขอสรุปเป็นภาพประกอบ ที่จะทำให้เข้าใจมากขึ้นในเอกสารที่แนบมาพร้อมนี้

ผู้จัดทำองค์ความรู้
นางสาวชวลัย  ทุมมานอก      นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล    ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี
***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/24-km