Powered By Blogger

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การเตรียมความพร้อมในการติดตามประเมินผลโครงการ


ความเป็นมา
            กรมการพัฒนาชุมชน โดยสถาบันการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน  ดำเนินงานโครงการฝึกอบรมหลักสูตร ผู้นำการพัฒนาเป็นประจำทุกปี มาตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๑ เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันมีผู้นำชุมชนที่ผ่านการฝึกอบรม รวมทั้งสิ้น ๑,๒๖๓ รุ่น ๒,๐๑๓ ตำบล ๙๓,๑๖๔ คน  และกำหนดให้มีการติดตามประเมินผลโครงการฯ โดยการสุ่มตัวอย่างผู้นำชุมชนที่ผ่านการฝึกอบรมฯ ระหว่างปี ๒๕๕๑ -๒๕๕๘ จำนวน ๓๙๘ คน
            ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี มีหน้าที่ในการให้บริการงานพัฒนาชุมชนในเขตพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน ๗ จังหวัด ได้แก่ จังหวัด อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ เลย  หนองบัวลำภู ขอนแก่น และสกลนคร  ได้ดำเนินงานโครงการฝึกอบรมหลักสูตร ผู้นำการพัฒนา  มาตั้งแต่ ปีงบประมาณ ๒๕๕๑
            จากการสุ่มตัวอย่าง การติดตามประเมินผลโครงการฯ มีผู้นำชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการติดตามจัดเก็บข้อมูลตามแบบสัมภาษณ์ จำนวน ๕๒ คน  โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ ระหว่างเดือนมิถุนายน กรฏาคม ๒๕๕๙
            ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ได้มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่ / นักวิชาการ / นักทรัพยากรบุคล ที่เป็นบุคลากรของศูนย์ฯ  ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลผู้นำชุมชนกลุ่มเป้าหมาย โดยการแบ่งทีมงานในการดำเนินการ เป็น ๕ ทีมๆละ ๒ คน และแบ่งการรับผิดชอบจัดเก็บข้อมูลฯ ตามพื้นที่ของจังหวัดในเขตบริการ ๗ จังหวัด และเพิ่มจังหวัดกาฬสินธุ์ อีก ๑ จังหวัด รวมเป็น ๘ จังหวัด  ซึ่งแต่ละทีมรับผิดชอบจัดเก็บข้อมูลผู้นำชุมชน กลุ่มเป้าหมายเฉลี่ย ทีมละ ๙ - ๑๒ คน
            ในการดำเนินงานครั้งนี้ ข้าพเจ้า ได้ร่วมเป็นคณะทำงานติดตามจัดเก็บข้อมูลผู้นำชุมชน ในพื้นที่จังหวัด หนองบัวลำภู และจังหวัดเลย มีผู้นำชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๙ คน เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวประสบผลสำเร็จ และเกิดประโยชน์ต่อทางราชมากที่สุด ข้าพเจ้าและทีมงาน จึงได้วางแผนและเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานร่วมกัน ดังนี้
การดำเนินงาน
           เริ่มจากการคัดเลือกผู้นำชุมชนกลุ่มเป้าหมาย ที่มีรายชื่อในทะเบียนรายชื่อผู้นำชุมชน ที่เคยผ่านการฝึกอบรมตามโครงการฯ  ซึ่งสถาบันการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการสุ่มตัวอย่างไว้แล้ว และตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรายชื่อผู้นำชุมชน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ว่ายังคงอยู่ในพื้นที่เดิมหรือไม่  โดยการประสานกับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อมูล หากพบว่า ผู้นำดังกล่าวไม่อยู่แล้ว หรือไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลตามแบบสัมภาษณ์ได้ ก็จะเปลี่ยนเป็นผู้นำท่านอื่น ที่เคยเข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการฯ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ตามทะเบียนรายชื่อที่สถาบันการพัฒนาชุมชนกำหนดไว้
           เมื่อตรวจสอบ ได้รายชื่อผู้นำกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องชัดเจนแล้ว ก็จะวางแผนกำหนดวัน/เวลา ในการออกติดตามจัดเก็บข้อมูลฯ โดยจะคำนึงถึงระยะเวลาในการเดินทาง เนื่องจากผู้นำชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายนั้น ต่างอยู่กันคนละพื้นที่อำเภอ / จังหวัด ข้าพเจ้าและทีมงาน จะต้องศึกษาข้อมูลการเดินทาง ว่าเส้นทางที่จะไปนั้น อยู่ใกล้หรือไกลเพียงใด มีเส้นทางที่ผ่านพื้นที่เป้าหมายกี่เส้นทาง  โดยเลือกเส้นทางที่สะดวก ปลอดภัย และใช้ระยะเวลาในการเดินทางที่สั้นที่สุด เพื่อให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทันตามกำหนดเวลา
           ในการติดตามจัดเก็บข้อมูลฯ ในครั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่ประจำอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการดำเนินงาน  ดังนั้น ข้าพเจ้าและทีมงานจึงศึกษาหาข้อมูล ชื่อ ตำแหน่ง เบอร์โทรศัพท์ ของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่ประจำอยู่ในพื้นที่เป้าหมายว่าเป็นใคร และสามารถติดต่อประสานงานได้ทางใดบ้าง เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว ก็ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่  โดยชี้แจงรายละเอียดการดำเนินงาน แจ้งให้ทราบว่า จะทำอะไร อย่างไร พร้อมกับตรวจสอบฐานข้อมูลผู้นำชุมชนกลุ่มเป้าหมาย  สอบถามข้อมูลพื้นที่  ข้อมูลการเดินทาง แจ้งกำหนดการดำเนินงาน และนัดหมายวัน เวลา ตามแผนที่วางไว้
           การจัดเก็บข้อมูลผู้นำชุมชนกลุ่มเป้าหมาย ข้าพเจ้าและทีมงานได้ทำการศึกษาและทำความเข้าใจถึงรายละเอียดในแบบสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน และเตรียมข้อคำถามที่จะใช้ในการสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงประเด็น และชัดเจนที่สุด ทำให้การประเมินผลโครงการน่าเชื่อถือ และวัดผลได้จริง
           นอกเหนือจากการสัมภาษณ์ผู้นำตามแบบสัมภาษณ์แล้ว ยังต้องมีการเก็บบันทึกภาพผลงาน โครงการ / กิจกรรม ที่ผู้นำท่านได้ดำเนินการไว้แล้ว ดังนั้น ข้าพเจ้าและทีมงานจึงต้องจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อม เช่น กล้องถ่ายรูป แบตเตอรี่สำรอง สมุดบันทึก ปากกา และที่สำคัญนอกจากนี้คืออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง เนื่องจากว่าระยะทางที่ไปนั้นเป็นพื้นที่ห่างไกล และผ่านเขตป่าเขาบ้างเป็นบางแห่ง อีกทั้งเป็นการเดินทางในช่วงฤดูฝน ซึ่งอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ เพื่อเป็นการไม่ประมาท ควรเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางให้ดี เช่นพาหนะที่ใช้ในการเดินทางควรนำไปเช็คสภาพก่อนการเดินทางว่าพร้อมใช้งานหรือไม่ ในการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางโดยรถยนต์ราชการ ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลการใช้รถอย่างเข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
           ในการติดตามจัดเก็บข้อมูล เพื่อประเมินผลโครงการฯ ครั้งนี้ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ ๓ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๓ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๙ เนื่องจากระยะทางในการเดินทางอยู่ห่างไกล จึงต้องมีการพักค้างในพื้นที่  ข้าพเจ้าและทีมงานจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางและพักค้าง โดยมีการศึกษาหาข้อมูลแหล่งที่พักและได้ติดต่อประสานเรื่องที่พักไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ได้รับความสะดวกสบาย และปลอดภัย ต่อการพักค้างในพื้นที่เป็นอย่างดี
ข้อเสนอแนะ
           ในการติดตามจัดเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน เพื่อประเมินผลโครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้นำการพัฒนา ในครั้งใน ถือเป็นการไปพบปะผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไปที่อยู่ในหมู่บ้าน / ชุมชนเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องวางตัวให้เหมาะสมกับบทบาทและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำงาน ต้องคำนึงบุคลิกภาพทั้งภายนอก ภายใน การแต่งกายต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ แต่งกายให้สุภาพตามหลักสากล และสะดวกต่อการปฏิบัติงาน ต้องรักษามารยาททางสังคม มีสัมมาคารวะ ให้เกียรติผู้อื่น เปิดใจให้กว้างไม่หักล้างความคิดของผู้อื่น ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มองโลกในแง่บวก และต้องศึกษาหาข้อมูลเพื่อใช้ประกอบในการดำเนินงาน เช่น การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์ปัจจุบันของบ้านเมือง และเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม / ชุมชน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง เจ้าหน้าที่ และผู้นำชุมชน หรือประชาชนที่ได้พบปะกันในครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานประสบสำเร็จเป็นอย่างดี และได้รับความพึงพอใจในทุกๆฝ่าย

เจ้าของความรู้      นางสาวนภัทร  โชติเกษม  
ตำแหน่ง             นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ
สังกัด                 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี

***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่นี่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/35-km


พัฒนาชุมชนใสสะอาด ปี 2558

ส่วนนำ 
       กรมการพัฒนาชุมชน ได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในระบบราชการ ซึ่งรัฐบาลได้ถือเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นระบบราชการที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและ ยึดหลักความโปร่งใสเป็นแนวทางในการบริหารงานลดความเสี่ยงของหน่วยงานต่อปัญหาการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาดขึ้น และกำหนดให้หน่วยงานในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาดตามแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด ดังนั้น ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี สถาบันการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะต้องดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาดตามแนวทางการดำเนินงานของกรมการพัฒนาชุมชน ปีงบประมาณ 2558 จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติงานโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาด จึงจะส่งผลให้โครงการประสบผลสำเร็จตามที่กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งหวัง 
ส่วนขยาย
กระบวนการ/ขั้นตอนการทำงาน
1 จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินงาน โครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาดประจำปีงบประมาณ 2558
2 ร่วมกันกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ จัดทำยุทธศาสตร์ และจัดทำแผนการดำเนินงาน
3 แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารและคณะทำงานขับเคลื่อนหน่วยงานพัฒนาชุมชนใสสะอาด 
4 ดำเนินโครงการตามแผนการดำเนินงานที่กำหนด 
5 รายงานผลการดำเนินงานให้สถาบันการพัฒนาชุมชนทราบ 
เทคนิควิธีการ 
1. ใช้หลักการการมีส่วนร่วมของบุคลากรในหน่วยงานทุกระดับ
2. ยึดหลักความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาล
3. แนวคิดความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ
4. ใช้หลักการเสริมสร้างความผาสุกภายในองค์กร
5. ใช้หลักค่านิยมคนกรมการพัฒนาชุมชน ABCDEF S&P
6. ใช้หลัก 5 ส. 
7. ดำเนินงานภายใต้ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน 
ข้อพึงระวังที่ใช้แก้ไขปัญหาและพัฒนางาน
          เนื่องจากโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาด มีกรอบการดำเนินงาน 5 มิติ ซึ่งแต่ละมิติจะต้องเกี่ยวข้องกับบุคลากรแต่ละกลุ่ม/ฝ่าย ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ซึ่งบุคคลกรทุกคนมีหน้าที่ขับเคลื่อนกิจกรรม/โครงการ ช่วยกันจึงจะบรรลุตัวชี้วัดทั้ง 5 มิติ อีกทั้งความเข้าใจในหลักการดำเนินงานของโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาด ที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด อาจคลาดเคลื่อน หรือเข้าใจแตกต่างกัน จึงจำเป็นจะต้องจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับบุคลากรในหน่วยงานทุกระดับ และนำหลักการมีส่วนร่วมมาใช้ โดยการช่วยกันกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ กำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดแผนงาน/โครงการ จัดทำคำสั่งปฏิบัติงานร่วมกัน และขับเคลื่อนกิจกรรม/โครงการที่กำหนดไปพร้อมกัน โดยรายงานให้สถาบันการพัฒนาชุมชนทราบเป็นระยะ 
บทสรุป 
         ปัจจัยแห่งความสำเร็จของโครงการพัฒนาชุมชนใสสะอาด คือ การกระตุ้นให้บุคลากรในหน่วยงานเห็นความสำคัญของการปฏิบัติตนเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยจัดให้มีการประกวด แข่งขัน และประกาศผลเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้มีผลการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ในระดับดีเด่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติตนเป็นคนดี และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เพื่อนร่วมงานต่อไป

เจ้าของความรู้  นางสาวชวลัย  ทุมมานอก
ตำแหน่ง  นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
สังกัด   ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี
 ***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่นี่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/33-km

การแก้ปัญหาความขัดแย้ง


๑) เกริ่นนำ
ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีแรงดึงดูดที่รุนแรงฝังติดอยู่ในความสัมพันธ์ของชีวิต  มนุษย์มักดิ้นรนกับความขัดแย้ง มีสงครามเกิดขึ้น  และโลกของธุรกิจเราไม่อาจจินตนาการได้ว่าแต่ละวันจะปราศจากความขัดแย้งและความเครียดที่มันทำให้เกิดขึ้น  เราต้องหาวิธีทำให้ความขัดแย้งของเราลดน้อยลง ธุรกิจ ครอบครัว และสัญญาสังคมสามารถส่งเสริมได้ หากมีความเข้าใจในความขัดแย้ง การแก้ไขความขัดแย้ง  เปรียบเสมือนแผนที่ของผู้บริหาร ความขัดแย้ง  แต่ละบทจะให้ความรู้แก่ท่านเป็นอย่างดี  เป็นแผนที่ที่จะสามารถชี้แนวทาง  สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งและแปรมันให้กลายเป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ อย่าให้ความขัดแย้งทำให้กิจการของคุณต้องล่มสลาย  จงวางแผนเมื่อมันเกิด  และแก้ไขให้รวดเร็ว  คุณไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในสถานที่ทำงาน   แต่คุณทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นลดน้อยลง  และสามารถจัดการได้ในที่สุด
๒) ขุมความรู้
การเตรียมความพร้อมเพื่อเจรจาต่อรอง
        1. การระบุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ว่าสิ่งที่ต้องการจากการเจรจาตอรองคืออะไร สิ่งที่จำเป็นต้องได้จริงคืออะไร จะยอมเสียอะไร เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา มีข้อจำกัดเวลา และข้อจำกัดอื่นๆ อย่างไรบ้าง
     2. การพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่ต้องพิจารณามีอะไรบ้าง ใช้อะไรสนับสนุน ฝ่ายตรงข้ามจะพิจารณาถึงประเด็นต่างๆ อย่างไรบ้าง ระหว่างสองฝ่ายที่จะทำการเจรจาต่อรองกัน
     3. การเก็บรวบรวมข้อมูล จะเจรจาต่อรองกับใคร รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง พวกเขาทำการเจรจาต่อรองอย่างไร พวกเขาต้องการอะไร สถานที่ และเวลาการเจรจาต่อรอง คือที่ไหน เมื่อไรมีทางเหลือกอื่นๆ ที่จะเป็นข้อดี และข้อเสียสำหรับเราหรือเขาหรือไม่ มีประเด็นที่เกี่ยวกับ การเมือง เศรษฐกิจ และสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เรามีอำนาจในการต่อรองอะไรบ้าง
     4. การทำตัวเป็นมิตร และการสร้างบรรยากาศ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายตรงข้าม สร้างบรรยากาศสำหับการเอาชนะร่วมกันได้อย่างไร
     5. การเตรียมความพร้อมสำหรับความขัดแย้ง ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งพิจารณาถึงสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามจะต้องได้จริงๆ กับสิ่งที่เขาต้องการได้อย่างไร
           6. การประนีประนอมเพื่อตกลงข้อเสนอ จะตอบโต้กับวิธีการในการตอบสนองความขัดแย้งของฝ่ายตรงข้ามอย่างไรเราพร้อมที่จะเสียอะไรได้บ้าง โดยมีข้อแม้อะไร เราคาดหวังจะได้อะไรตอบแทนจากที่เรายอมเสียไป
      7. การทำข้อตกลง และการยืนยันข้อเสนอ จะทำข้อตกลงให้เป็นทางการขนาดไหน จะต้อง
มีการขออนุมัติก่อนหรือไม่ จะต้องใช้เวลานานเท่าไร ขั้นตอนในการดำเนินงานมีอะไรบ้าง 
๓) แก่นความรู้
         การเจรจาต่อรองที่ประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องจบลงด้วยผลลัพธ์ที่ทั้งสองฝ่ายต้องการจะได้ เมื่อใดก็ตามที่นักเจรจาต่อรองมีความคิดว่า ฉันต้องชนะ และไม่สนใจกับอีกฝ่ายหนึ่งเลย ความหายนะก็มารออยู่ข้างหน้าแล้ว การเจรจาต่อรองแบบชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย (เอาชนะร่วมกัน) นี้เป็นวิธีการดำเนินธุรกิจที่ดี เพราะเมื่อทุกๆ ฝ่ายที่ทำการตกลงกันนั้นได้รับผลลัพธ์ที่พอใจร่วมกัน นั่นหมายถึงพวกเขาจะสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างประสบความสำเร็จ และแน่นอนในอนาคตพวกเขาอยากจะกลับมาทำงานร่วมกันอีก  การประนีประนอมก็เป็นความจำเป็นของการให้ และรับในการดำรงชีวิตประจำวันตามปกติ เพราะไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลยในการที่จะได้อะไรมาโดยไม่ต้องเสียอะไรไป ทุกๆ ครั้งที่จะได้รับอะไรมานั้นจะต้องมีต้นทุน หรือยินยอมเสียอะไรสักอย่างหนึ่งไปเสมอ หลายๆ คนจะไม่สมารถเป็นนักเจรจาต่อรองที่ดีได้เลยถ้าไม่เปลี่ยนความคิดของตนเองเสียก่อน ลักษณะส่วนบุคคลที่จำเป็นสำหรับการเป็นนักเจรจาต่อรองที่ประสบผลสำเร็จ ให้คุณพิจารณาถึงคุณลักษณะที่ดีที่คุณมีอยู่แล้ว และทำการพัฒนาในสิ่งที่คุณยังขาดอยู่ต่อไป


ผู้บันทึกความรู้  นายพยุงศักดิ์  ศรีระพรม  ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ
สถานที่ติดต่อ   ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี  ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี  โทร.0-๔๒๒๔-๗๗๘๕
***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่นี่ http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/32-km

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กายบริหาร 10 ท่าพญายม

ความสำคัญ
กายบริหาร 10 ท่าพญายม ประกอบด้วย 1) ท่าเศียรสะบัด 2) หมัดคู่ 3) ชูเข่า 4) เกาตาตุ่ม 5) จุ่มให้ติด 6) บิดข้ามเศียร 7) เวียนรอบตัว 8) ทัวร์ข้างหลัง 9) ตั้งยุบข้อ 10) ต่อปรบมือ

กายบริหาร 10 ท่าพญายม  เป็นท่าทางการออกกำลังกายที่กรมการพัฒนาชุมชนใช้เป็นกิจกรรมการออกกำลังกายในภาคเช้าของการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน (พัฒนากร) ก่อนประจำการ และ พัฒนากรระหว่างประจำการ ตลอดจนการจัดค่ายเยาวชน ปัจจุบันศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนหลายแห่งยังนำไปใช้กับการฝึกอบรม กลุ่ม องค์กร ผู้นำชุมชน เครื่อข่ายและประชาชนทั่วไปด้วย

ที่มาของการบริหาร 10 ท่าพญายม
          ผู้เขียนได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย  ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ระดับ 1 (ซี 1)  หรือ ตำแหน่งพัฒนากร 1 ได้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ก่อนประจำการ  หรือ พัฒนากรก่อนประจำการ รุ่นที่ 12  ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือน กรกฎาคม สิงหาคม ปี พ.ศ. 2521 ในการฝึกอบรมมีการออกกำลังกายในภาคเช้าทุกวัน  ท่าหลักๆของการออกกำลังกาย คือ กายบริหาร 10 ท่าพญายม สอบถามวิทยากรผู้สอนได้ท่าออกกำลังกายนี้มาจากค่ายทหาร รุ่นแรกๆจะใช้ครูฝึกจากค่ายทหารมานำออกกำลังกายตอนเช้า  ในการฝึกอบรมพัฒนากรก่อนประจำการ  หลังจากนั้นก็นำมาฝึกกันเองและถ่ายทอดกันมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน  อาจจะมีการปรับปรุงท่าทางบ้างเล็กน้อยตามความเหมาะสมกับผู้เข้าฝึกอบรม

ประโยชน์ของกายบริหาร 10 ท่าพญายม
          ท่าที่ 1          เศียรสะบัด               บริหารต้นคอ/ใบหน้า/สมอง
          ท่าที่ 2          หมัดคู่                     บริหารแขน/หัวไหล่
          ท่าที่ 3          ชูเข่า                       บริหารข้อเท้า/หัวเข่า
          ท่าที่ 4          เกาตาตุ่ม                 บริหารแขน/หัวไหล่/เอว/ขา
          ท่าที่ 5          จุ่มให้ติด                  บริหารแขน/หัวไหล่/เอว
          ท่าที่ 6          บิดข้ามเศียร             บริหารแขน/หัวไหล่/สีข้าง
          ท่าที่ 7          เวียนรอบตัว              บริหารแขน/ใบหน้า/สายตา/ต้นคอ
ท่าที่ 8          ทัวร์ข้างหลัง              บริหารต้นคอ/ใบหน้า/ข้อมือ/แขน/หัวไหล่/
                                              กระดูกสันหลัง/เอว/สะโพก/เขา/ขา/ข้อเท้า
ท่าที่ 9          ตั้งยุบข้อ                  บริหารฝ่ามือ/ข้อมือ/ข้อศอก/แขนหัวไหล่
                                                คอ/กระดูกสันหลัง/ขา/ข้อเท้า
ท่าที่ 10        ต่อตบมือ                  บริหาร/ฝ่ามือ/แขน/หัวไหล่/ฝ่าเท้า/ข้อเท้า/หัวเข่า
                                                กล้ามเนื้อทุกส่วนและอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ/
ตับ/ไต/ปลอด/กระเพาะอาหาร/ลำไส้/ระบบขับถ่าย และอื่นๆ (อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย)

ส่วนสรุป
การออกกำลังกายด้วย กายบริหาร 10 ท่าพญายม เป็นการออกกำลังกายจากท่าที่ง่ายๆและเบาๆ ไปหาท่าที่ยากและหนักขึ้น ทั้ง 10 ท่าถ้าหากปฏิบัติต่อเนื่องจะใช้เวลา ประมาณ 30 นาที มีประโยชน์มากสำหรับทุกส่วนของร่างกาย ปฏิบัติเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะทำให้สุขภาพแข็งแรง  เริ่มแรกอาจจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อบ้างเล็กน้อย อย่าลืมก่อนออกกำลังกายด้วย 10 ท่าพญายมต้องวอร์มอัพร่างกายก่อนอย่างน้อย 5-10 นาที และคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายประมาณ 5-10 นาที  นอกจากนี้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานียังมีคู่มือกายบริหาร ๑๐ท่าพญายม แจกสำหรับผู้สนใจที่ต้องการนำไปใช้ในการออกกำลังกาย  สามารถติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 042 -247-785 /โทรสารหมายเลข 042-250-623
00000000000000000



เจ้าของความรู้ นายสุวัฒน์ชัย  ทิพย์จันทร์ 
ตำแหน่ง  นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ 
สถานที่ทำงาน  ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี 
สังกัด  สถาบันการพัฒนาชุมชน  กรมการพัฒนาชุมชน
***ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่นี่  http://www.cddudonthani.com/site/2016-06-20-03-25-32/km-corner/download/2-km/31-km